Archive for พฤศจิกายน, 2017

คนมีรถ ฟังไว้! ขับรถไม่มี พ.ร.บ. มีโทษปรับด้วยนะ!

ขอเสียงคนมีรถหน่อยครับ … วันนี้พี่สิงโตมีเรื่องที่อยากให้ทุกคนรู้ ในเรื่องของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “พ.ร.บ.” โดยกรมธรรม์ตัวนี้สำคัญมากนะครับ เพราะสิ่งที่เราได้รับจาก พ.ร.บ. นั่นก็คือ ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งจะช่วยเยียวยา หรือให้ความช่วยเหลือในส่วนของค่ารักษาพยาบาล และค่าปลงศพ ให้กับผู้ประสบภัยเมื่อมีอุบัติเหตุจากการใช้รถเกิดขึ้น โดยชื่อของกรมธรรม์ตัวนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกรมธรรม์ภาคบังคับ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ดังนั้นรถทุกคันจึงอยู่ในข่ายบังคับให้ต้องมี พ.ร.บ. ถ้าไม่มี พ.ร.บ. ผิดกฏหมายนะครับ ผิดอย่างไร มีโทษแค่ไหน หรือมีโทษอย่างไร ไปดูกันตามนี้เลยครับ

 

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของรถต้องจัดให้มีการทำประกันภัยภาคบังคับไว้ในกฏหมายมาตรา 7 โดยบัญญัติว่า “เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย” ซึ่งหากเจ้าของรถผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่จัดให้มีการประกันภัยดังกล่าว เจ้าของรถผู้นั้นต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา 37)

 

ทั้งนี้ นอกเหนือจากเจ้าของรถที่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประกันภัยภาคบังคับแล้วนั้น ในส่วนของผู้ใช้รถเอง กฏหมายมาตรา 11 ก็ได้กำหนดไว้เช่นกันว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามมาตรา 7” ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 11 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา 39)

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของรถ หรือ แม้จะไม่ใช่เจ้าของรถ แต่เป็นเพียงผู้ใช้รถ ก็มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาททั้งสิ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า กฏหมายให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. ค่อนข้างมากทีเดียว เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถึงแม้เราไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ตาม แต่หากเกิดขึ้นแล้ว คงหลีกหนีไม่พ้นในเรื่องค่าเสียหาย ดังนั้นการมี พ.ร.บ. จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเสียหายเหล่านั้นได้ ซึ่ง พ.ร.บ. ไม่ได้รับผิดชอบเพียงแค่ชีวิตคุณ แต่ยังรับผิดชอบถึงคนในสังคมทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกันได้อีกด้วย

 

ทั้งนี้ จากที่พี่สิงโตได้บอกไว้ตั้งแต่ต้น คงจะเห็นกันแล้วใช่มั้ยครับ ว่านอกจากผู้ขับขี่ต้องใช้รถด้วยความระมัดระวังแล้ว เรื่องการประกันภัย หรือการคุ้มครองความเสียหายก็มีความสำคัญกับเรามากเช่นกัน จึงได้มีการกำหนดเรื่องการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับขึ้นมายังไงล่ะครับ ดังนั้น อย่าลืมทำประกัน พ.ร.บ. นะครับ มิฉะนั้นจะหาว่าพี่สิงโตไม่เตือน “เจอเป็นจับ ปรับเป็นหมื่น” เจอแน่ ๆ ท่องไว้ ห้ามลืม ท่องไปตลอดว่า พ.ร.บ. ไม่ทำ ไม่ได้นะครับ

 

และสำหรับใครที่ยังไม่มี พ.ร.บ. หรือ พ.ร.บ. กำลังจะหมดในไม่ช้า ทาง 724 ของเราก็มีบริการซื้อ พ.ร.บ. ผ่านระบบออนไลน์ ที่ซื้อง่าย สะดวก และรวดเร็ว คลิกที่นี่เลย! https://share.724.co.th/www/a/F7RwJlOZ/AM00059074

          ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ และเป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย หรือทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับการร้องขอ โดยจ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นดังต่อไปนี้

 

  • กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ต่อหนึ่งคน

  • กรณีผู้ประสบภัยได้รับความเสียหายต่อร่างกาย (สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ) อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ บริษัทจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน
    (ก) ตาบอด
    (ข) หูหนวก
    (ค) เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
    (ง) สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์
    (จ) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว
    (ฉ) เสียอวัยวะอื่นใด
    (ช) จิตพิการอย่างติดตัว
    (ซ) ทุพพลภาพอย่างถาวร

  • กรณีเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน

 

          อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ บริษัทจะชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท หากต่อมาผู้ประสบภัยได้สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิตในภายหลัง บริษัทจะชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับผู้ประสบภัย ทั้งนี้เมื่อรวมกันทุกกรณีแล้ว จะจ่ายให้ไม่เกิน 65,000 บาท ต่อหนึ่งคน

กรณีรถตั้งแต่ 2 คันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น เฉี่ยวชนกัน ทำให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย ซึ่งอยู่ในรถคันที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ แต่หากผู้ประสบภัยเป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในรถคันใดคันหนึ่ง เช่น เป็นคนเดินถนนทั่วไป แต่ละบริษัทจะต้องร่วมกันเฉลี่ยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยในอัตราส่วนที่เท่ากัน

ทำยังไงดี?​ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน!

1. ทันทีที่รถเกิดอุบัติเหตุขึ้น ให้หยุดรถ ห้ามเคลื่อนย้าย และอย่าหนีเป็นอันขาด ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก เพราะหากผู้ขับขี่หลบหนี หรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ (พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 78)

 

2. โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูที่เกิดเหตุ และตีเส้นตำแหน่งรถ ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ่ายที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปรถเรา และรถคู่กรณี

 

3. แจ้งเคลมกับศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัยที่ลูกค้าทำประกันทันที ทั้งนี้ลูกค้าควรทราบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้ในการแจ้งอุบัติเหตุแก่พนักงานรับแจ้งเหตุดังต่อไปนี้

– ชื่อ – นามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ขับขี่ ขณะเกิดเหตุ และผู้แจ้งเหตุ

– รายละเอียดการเกิดเหตุ และสถานที่เกิดเหตุ

– รายละเอียดของรถประกัน (ทะเบียน, รุ่น, ยี่ห้อ)

4. ปฏิบัติตามคำแนะนำของพนักงานรับแจ้งเหตุ

 

5. เตรียมเอกสารสำหรับยื่นให้พนักงานสำรวจภัย เมื่อมาถึงให้พร้อม ดังต่อไปนี้

– สำเนาทะเบียนรถ

– สำเนาบัตรประชาชน

– สำเนาใบขับขี่

– สำเนากรมธรรม์

 

6. เมื่อพนักงานสำรวจภัยมาถึงให้ยื่นเอกสารตามรายละเอียดด้านบนให้กับพนักงานสำรวจภัย ซึ่งพนักงานก็จะออกใบเคลมให้ หลังจากนั้นลูกค้าก็สามารถดำเนินการนำรถเข้าจัดซ่อมตามรายชื่ออู่ซ่อมรถยนต์คู่สัญญาได้ทันที

 

 

แชร์เลย! ถอยรถชนเสา ประกันชั้น 1 เท่านั้นที่คุ้มครอง

อันดับแรก

แจ้งเคลมกับศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัยที่ลูกค้าทำประกันทันที เพื่อป้องกันการหลงลืม

อันดับสอง

เตรียมเอกสาร สำหรับยื่นให้พนักงานสำรวจภัยเมื่อมาถึง ดังต่อไปนี้

  • สำเนาทะเบียนรถ
  • สำเนากรมธรรม์
  • สำเนาใบขับขี่
  • สำเนาบัตรประชาชน

อันดับสาม

เมื่อพนักงานสำรวจภัยมาถึง ให้ยื่นเอกสารตามรายละเอียดด้านบนให้กับพนักงานสำรวจภัย ซึ่งพนักงานก็จะออกใบเคลมให้ หลังจากนั้นลูกค้าก็สามารถดำเนินการนำรถเข้าจัดซ่อมตามรายชื่ออู่ซ่อมรถยนต์คู่สัญญาได้ทันที

ใครอยากมีรถ ต้องรู้! ประกันภัย พ.ร.บ. รถยนต์ คืออะไร?


  วันนี้พี่สิงโตจะพามารู้จักประกันภัย พ.ร.บ. สำหรับคนที่มีรถยนต์

หรือรถจักรยานยนต์อยู่แล้วก็คงจะคุ้นๆ กันอยู่ใช่ไหมล่ะครับ

แต่สำหรับใครก็ตามที่กำลังตัดสินใจจะซื้อรถแล้วล่ะก็

มาทำความรู้จักสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่รถของเราจะต้องมี

ก็คือประกันภัย พ.ร.บ. นั่นเอง

ประกันภัย พ.ร.บ. คืออะไร?
ประกันภัย พ.ร.บ. คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535

ซึ่งบังคับให้รถทุกคันต้องทำประกันภัยตัวนี้ เพื่อคุ้มครอง

และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บ

ให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที หรือจ่ายเป็นเงิน

ช่วยเหลือค่าปลงศพให้ในกรณีเสียชีวิต  พูดง่ายๆ ก็คือ

พ.ร.บ. คุ้มครองเฉพาะคน แต่ไม่คุ้มครองรถนะครับ

ดังนั้น

“เจ็บจากรถ หมดกังวล มีคนจ่าย”

จะดีกว่าไหมครับ? หรือเห็นด้วยไหมครับ? และยิ่งไปกว่านั้น

“พ.ร.บ. จ่ายเบี้ยหลักร้อย ค่าปรับหลักหมื่น

แต่ความคุ้มครองหลักแสนนะครับ” 

          เบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. นี้ ไม่แพงอย่างที่คิดนะครับ โดยอัตราเบี้ย
เป็นอัตราคงที่ แยกตามประเภทรถ และลักษณะการใช้งาน แต่ให้ความ
คุ้มครองเท่ากัน หากเจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถฝ่าฝืนไม่จัดให้มี
การทำประกันภัย พ.ร.บ. มีโทษปรับสูงถึง 10,000 บาท กันเลยทีเดียว
คงเคยได้ยินกันใช่มั้ยล่ะครับว่า“เจอเป็นจับ ปรับเป็นหมื่น” ดังนั้นอย่า
หาว่าพี่สิงโตไม่เตือนนะว่า พ.ร.บ. สำคัญเช่นไร ค่าเบี้ยจิ๊บๆ ค่าปรับโอ้โห
แต่ความคุ้มครองร้อง Wow! Wow! Wow! นะครับ

         

วันนี้พี่สิงโตจะพาทุกคนมารู้จักกับประกันภัยรถยนต์ที่คนมีรถ…จำเป็นต้องรู้

ประกันภัยรถยนต์ มีอยู่ 2 ชนิด

ชนิดแรก คือ ประกันภัยภาคบังคับ หรือที่เราเรียกกันว่า ประกันภัย พ.ร.บ. ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องจัดให้มีการประกันภัยความเสียหายเพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที หรือจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือค่าปลงศพให้ในกรณีเสียชีวิตอย่างไรก็ตามการประกันภัยภาคบังคับนี้จะไม่ให้ความคุ้มครองถึงทรัพย์สินนะครับ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นของผู้เอาประกันภัยหรือของผู้ประสบภัยก็ตาม    ดังนั้นเจ้าของรถจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงการประกันภัยชนิดที่สองซึ่งก็คือ ประกันภัยภาคสมัครใจ นั่นเอง  โดยในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจตามชื่อเลยครับ พูดกันง่ายๆก็คือ  เจ้าของรถจะทำหรือไม่ทำก็ได้  กฎหมายไม่บังคับ ไม่ซื้อก็ไม่ผิด  แต่ถ้าซื้อไว้แล้วจะอุ่นใจกว่ามากนะครับ…  โดยความคุ้มครองในส่วนประกันภัยภาคสมัครใจนี้จะให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมจากประกันภัยภาคบังคับ ทั้งในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยจะให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมทั้งความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายบุคคลภายนอก และในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก  ยิ่งไปกว่านั้นประกันภัยภาคสมัครใจยังอาจให้ความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงรถยนต์คันเอาประกันภัยอีกด้วย   ซึ่งความคุ้มครองที่ได้รับจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก  ดังต่อไปนี้

ประเภท 1 ประกันยอดฮิตที่คุ้มครองเกือบจะทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่ากรณีชนรถ ชนเสา ไฟไหม้ น้ำท่วม รอยหมากัด รอยแมวข่วนก็คุ้มครอง  แต่ทั้งนี้คุ้มครองภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นของการประกันภัยนะครับ…  โดยจะให้ความคุ้มครองทั้งในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายบุคคลภายนอก และในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก และคุ้มครองถึงความเสียหายต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย รวมถึงคุ้มครองถึงรถคันเอาประกันภัยในกรณีรถสูญหายหรือไฟไหม้ด้วย  หรือถ้าจะจำง่ายๆคือ “ประเภท 1 จ่ายทั้งเขา และจ่ายทั้งเรา” นั่นเอง

ประเภท 2+ จะให้ความคุ้มครองคล้ายกันกับประกันภัยประเภท 1  เกือบทุกอย่างทั้งในเรื่องความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก             รวมถึงกรณีรถคันเอาประกันภัยเกิดสูญหายหรือไฟไหม้ประกันภัยประเภทนี้ก็ยังคงให้ความคุ้มครอง   อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองในหมวดความเสียหายต่อรถยนต์ ประกันภัยประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองรถคันเอาประกันภัยเฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น  หากไม่ใช่กรณีชนกับยานพาหนะทางบกเช่นขับรถไปชนกับเสาไฟฟ้า บริษัทประกันภัยจะยังคงชดใช้ค่าเสียหายของเสาไฟฟ้าให้ตามปกติในหมวดความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก  แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองแก่รถคันเอาประกันภัยในกรณีนี้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบก

ประเภท 2 จะให้ความคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเหมือนกับประกันประเภท 1 ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก   แต่สำหรับความคุ้มครองในส่วนของรถยนต์คันเอาประกันจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีสูญหายหรือไฟไหม้เท่านั้น   แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองในกรณีเกิดความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกัน ดังนั้น หากรถคันเอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากกรณีน้ำท่วม หรือเกิดรอยขีดข่วน ประกันประเภท 2 ไม่คุ้มครองนะครับ

ประเภท 3+  จะให้ความคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกทั้งในส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามปกติ  นอกจากนั้นยังให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมในส่วนของรถคันเอาประกันภัยด้วยโดยจะคุ้มครองเฉพาะกรณีที่ความเสียหายนั้นเกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น   แต่จะไม่คุ้มครองถึงกรณีรถคันเอาประกันภัยสูญหายหรือไฟไหม้นะครับ

ประเภท 3 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก   แต่จะไม่ให้ความคุ้มครองถึงรถคันเอาประกันเลยไม่ว่าความเสียหายนั้นจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม   หรือถ้าจะจำง่ายๆ คือ “ประเภท 3 จ่ายแต่เขา  ไม่จ่ายเรา”  นั่นเอง

เป็นอย่างไรบ้างครับ พอจะรู้จักประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทกันมากขึ้นแล้ว ต่อจากนี้การตัดสินใจที่จะเลือกซื้อประกันให้เหมาะสมกับเราก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป   ให้คำนึงถึงความจำเป็น ลักษณะการใช้งาน รวมถึงนิสัยของเราว่าเป็นผู้ขับขี่แบบไหนแล้วตัดสินใจได้เลยครับ เพราะท้ายที่สุดเรื่องอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ได้    ดังนั้น มีประกันไว้.. อุ่นใจเสมอครับ

?>